ด่วนที่สุด                 บันทึกข้อความ

ส่วนราชการ              ตร.                             โทร. 0-2205-1226 , 0-2205-2494

ที่    004.11/ ว 76                                     วันที่     23     สิงหาคม     2549

เรื่อง        แนวทางปฏิบัติในการเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 7 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2550)

 

ผบช.หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า

ผบก.ในสังกัด สง.ผบ.ตร. หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า

                                ด้วย ตร. ได้ดำเนินการจัดทำโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล (การขอพระราชทานยศ หรือเลื่อนยศสูงขึ้นอีก 1 ชั้นยศ เป็นกรณีพิเศษให้กับข้าราชการตำรวจที่ขอลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ) รุ่นที่ 7 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2550)

                                ดังนั้น จึงให้หน่วยงานต่างๆ แจ้งให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดได้รับทราบแนวทางปฏิบัติและหลักเกณฑ์ในการเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯจะได้รับ ซึ่งปรากฏรายละเอียดตามเอกสารที่แนบมาพร้อมนี้ และเพื่อให้การดำเนินโครงการฯ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ตรวจสอบคุณสมบัติของข้าราชการตำรวจที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ก่อนเสนอ ตร.พิจารณาอนุญาตให้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวออกจากราชการ โดยใช้ดุลยพินิจอย่างละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบในการพิจารณาให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการตามโครงการฯ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อหน่วยงาน ความรู้ ความสามารถ ของผู้ขอลาออกที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานเป็นสำคัญ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการได้

                                อนึ่ง การจัดส่งบัญชีรายชื่อผู้ขอลาออกตามโครงการฯ พร้อมด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้อง ให้ปฏิบัติตามแนวทางและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยเคร่งครัด

                                จึงแจ้งมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติ

 

                                                                         พล.ต.อ.  โกวิท  วัฒนะ

                                                                                     (โกวิท  วัฒนะ)

                                                                                           ผบ.ตร.

 

 

 

 

 

 

แนวทางปฏิบัติในการเข้าร่วมโครงการ

โครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 7 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2550)

.......................................................................................................................................................

                1. คำนิยาม

                                1.1 “ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น” หมายถึง

                                                1.1.1 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำหรับข้าราชการตำรวจที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

                                                1.1.2 รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ สำหรับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้รับการกำหนดลักษณะหน้าที่การงานอยู่ในฝ่ายเดียวกัน และข้าราชการตำรวจที่ขึ้นตรงต่อ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจเรตำรวจ

                                                1.1.3 รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ฝ่ายบริหารซึ่งรับผิดชอบงานกำลังพล) สำหรับ ผู้บัญชาการ, ผู้บังคับการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ข้าราชการตำรวจที่ประจำหรือสำรองราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

                                                1.1.4 ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำหรับข้าราชการตำรวจที่ขึ้นตรงต่อผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

                                                1.1.5 ผู้บัญชาการ สำหรับ รองผู้บัญชาการ, ข้าราชการตำรวจที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการหรือข้าราชการตำรวจประจำ หรือสำรองราชการในสังกัด

                                                1.1.6 รองผู้บัญชาการ สำหรับ ผู้บังคับการ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษในปกครองบังคับบัญชา

                                                1.1.7 ผู้บังคับการ สำหรับ รองผู้บังคับการ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ, ผู้กำกับการพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ และข้าราชการตำรวจอื่นที่ขึ้นตรงต่อผู้บังคับการ หรือข้าราชการตำรวจที่ประจำ หรือสำรองราชการในสังกัด

                                                1.1.8 รองผู้บังคับการ (ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยงาน) สำหรับ ผู้กำกับการ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ และข้าราชการตำรวจอื่นที่ขึ้นตรงต่อรองผู้บังคับการในสังกัด

                                                1.1.9 ผู้กำกับการ สำหรับ รองผู้กำกับการ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ, สารวัตร พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการ และข้าราชการตำรวจที่ขึ้นตรงต่อผู้กำกับการในสังกัด

                                                1.1.10 รองผู้กำกับการ (ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายอำนวยการของหน่วย หัวหน้าสถานีตำรวจ และหัวหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง) สำหรับ สารวัตร พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ และข้าราชการตำรวจอื่นที่ขึ้นตรงต่อรองผู้กำกับการในสังกัด

                                                1.1.11 สารวัตร สำหรับ รองสารวัตรลงมาในปกครองบงคับบัญชา

                                                1.1.12 รองสารวัตร (หัวหน้าสถานีตำรวจ และหัวหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง) สำหรับผู้บังคับหมู่ลงมาในสังกัด

 

                                1.2 “หัวหน้าหน่วยงาน” หมายถึง

                                                1.2.1 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำหรับ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการ และข้าราชการตำรวจอื่นที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

                                                1.2.2 ผู้บัญชาการ สำหรับ รองผู้บัญชาการฯ ผู้บังคับการ พนักงานสอบาวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ, รองผู้บังคับการ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ, ผู้กำกับการ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ, ข้าราชการตำรวจอื่นที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการ และข้าราชการตำรวจที่ประจำ หรือสำรองราชการในสำกัด

                                                1.2.3 ผู้บังคับการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำหรับ รองผู้บังคับการพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ ลงมาในสังกัด และข้าราชการตำรวจที่ประจำ หรือสำรองราชการในสังกัด

                                                1.2.4 ผู้บังดับการ สำหรับ รองผู้กำกับการ พนักงานาสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ ลงมาในสังกัด

                                1.3 “การเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ” หมายถึง

                                                1.3.1 ผู้บังคับการกองทะเบียนพล หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สำหรับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการ, ผู้บังคับการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ข้าราชการตำรวจ ที่ประจำหรือสำรองราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และข้าราชการตำรวจอื่นที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

                                                1.3.2 ผู้บัญชาการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สำหรับ รองผู้บัญชาการ, ผู้บังคับการพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ, ข้าราชการตำรวจอื่นที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการ หรือข้าราชการตำรวจที่ประจำ หรือสำรองราชการในสังกัด

                                                1.3.3 ผู้บังคับการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สำหรับ รองผู้บังคับการ พนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญ ลงมาในสังกัด

                                1.4 “ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ลาออก” หมายถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

                                1.5 ตำแหน่งที่ระบุใน ข้อ 1.1 – 1.4 ให้หมายความรวมถึงตำแหน่งเทียบเท่าหรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นด้วย

                2. บททั่วไป

                                2.1 คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการฯ

                                                2.1.1 เป็นข้าราชการตำรวจยศไม่เกินพลตำรวจโท ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือมีเวลาราชการ 25 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยไม่รวมเวลาทวีคูณ ทั้งนี้การนับอายุและเวลาราชการ ให้นับถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 (ต้องเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 ตุลาคม 2499 หรือได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจก่อนวันที่ 2 ตุลาคม 2524)

                                                2.1.2 ต้องมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 1 ปี ขั้นไป นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549

                                                2.1.3 ไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติราชการชดใช้ทุน ในกรณีต่างๆ เช่น กรณีรับทุนลาศึกษาฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย ปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ เป็นต้น

                                                2.1.4 ไม่เป็นผู้ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องออกจากราชการในกรณีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา ถูกสั่งลงโทษ ปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ เป็นต้น

                                                2.1.5 ไม่เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการ ถูกสอบสวนทางวินัยหรือสืบสวนข้อเท็จจริงทางวินัย หรือการพิจารณาโทษทางวินัย หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดคดีอาญา ซึ่งมิใช่ความผิดลหุโทษ หรือกระทำโดยประมาท เนื่องจากมีเจตนารมณ์ที่จะให้เฉพาะผู้ที่บริสุทธิ์ไม่มีมลทินทางคดีเท่านั้น เข้าร่วมโครงการฯ

                                                2.1.6 เป็นผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญปกติด้วยเหตุสูงอายุ หรือเหตุรับราชการนานตามความที่บัญญัติในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือ พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539

                                                ผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้ออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตั้งแต่วันยื่นใบสมัครจนถึงวันที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากราชการ

                                2.2 สิทธิประโยชน์

                                                ผู้ขอลาออกจากราชการตามโครงการจะได้รับบำเหน็จบำนาญปกติ และสิทธิอื่นตามข้อบังคับ หรือกฎหมายกำหนด ดังนี้

                                                2.2.1 ได้รับการขอพระราชทานยศ หรือเลื่อนยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่มีการปรับระดับเงินเดือนสูงขึ้นตามชั้นยศใหม่ (ยกเว้นข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอก) การขอพระราชทานยศหรือเลื่อนยศสูงขึ้น ข้าราชการตำรวจ ผู้นั้นจะต้องครองยศ ดังนี้

                                                                (1) ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพลตำรวจโท จะต้องครองยศเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออก และให้เลื่อนยศเป็น พลตำรวจเอก

                                                                (2) ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพลตำรวจตรี จะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออก และให้เลื่อนยศเป็น พลตำรวจโท

                                                                (3) ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก(พิเศษ) จะต้องครองยศพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออก และให้เลื่อนยศเป็น พลตำรวจตรี

                                                                (4) ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพันตำรวจเอก ซึ่งครองยศพันตำรวจเอกมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออก ให้ปรับเป็นรับเงินเดือนระดับ ส.5 เป็นกรณีพิเศษ โดยให้ปรับระดับขั้นเงินเดือนเป็นระดับ ส.5 ในขั้นที่ตรงกับระดับ ส.4 ปัจจุบัน (กรณีที่ขั้นเงินเดือนตรงกัน) หรือให้อาศัยเบิกในขั้นที่สูงกว่าถัดไป (กรณีขั้นเงินเดือนไม่ตรงกัน) โดยให้ผู้ที่ขอลาออกได้รับเงินเดือนในอัตราที่เคยได้รับก่อนที่จะได้มีการปรับระดับอัตราเงินเดือน

                                                                (5) ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพันตำรวจโท จะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออก และให้เลื่อนยศเป็น พันตำรวจเอก

                                                                (6) ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศร้อยตำรวจตรีถึงพันตำรวจตรี จะต้องครองยศเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออก และให้เลื่อนยศสูงขึ้น 1 ชั้นยศ

                                                                (7) ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจ จะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออก และให้เลื่อนยศเป็น ร้อยตำรวจตรี

                                                                (8) ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศจ่าสิบตำรวจ จะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออก และให้เลื่อนยศเป็น ร้อยตำรวจตรี

                                                                (9) ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศสิบตำรวจตรีถึงสิบตำรวจเอก จะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออก และให้เลื่อนยศสูงขึ้น 1 ชั้นยศ

                                                2.2.2 มีสิทธิได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามสิทธิในชั้นยศเดิมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ.2536 เป็นกรณีพิเศษ

                                                2.2.3 มีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนประจำปี

                                                2.2.4 มีสิทธิได้รับใบประกาศเกียรติคุณทำนองเดียวกับผู้เกษียณอายุ

                                2.3 เงื่อนไข

                                                2.3.1 การลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ เป็นไปตามความสมัครใจ และได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

                                                2.3.2 การลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ จะมีผลโดยสมบูรณ์เมื่อผู้มีอำนาจอนุญาตให้ลาออกมีคำสั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการ

                                                2.3.3 ผู้ที่ขอลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้แล้ว จะขอกลับเข้ามารับราชการ หรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานของรัฐอีกไม่ได้

                                                2.3.4 ผู้ที่ขอลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ จะไม่เรียกร้องสิทธิหรือผลประโยชน์ใดๆ นอกเหนือจากที่ทางราชการกำหนด

                                                2.3.5 การอนุมัติให้ลาออก จะมีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2549

                3. ขั้นตอนและการดำเนินการ

                                3.1 เมื่อหน่วยต่างๆ ได้รับหนังสือเวียนแนวทางปฏิบัติในการเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 7 (ปีงบประมาฯ พ.ศ.2550) พร้อมแบบหนังสือขอลาออกจากราชการตามโครงการฯ, แบบหนังสือรับรองการเข้าร่วมโครงการฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว ให้รีบดำเนินการแจ้งข้าราชการตำรวจในสังกัดทราบพร้อมให้ข้าราชการตำรวจที่ประสงค์จะขอลาออกจากราชการ กรอกข้อมูลรายละเอียดตามคำอธิบายลงในแบบหนังสือขอลาออกจากราชการ (ผนวก ก.) , แบบหนังสือรับรองการเข้าร่วมโครงการฯ (ด้านหลัง ผนวก ก.) โดยข้าราชการตำรวจระดับชั้นประทวนให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาชั้นต้นโดยตรงภายในวันที่ 23 - 29 สิงหาคม 2549 สำหรับข้าราชการตำรวจระดับชั้นสัญญาบัตรให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาชั้นต้นโดยตรง ภายในวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายน 2549 ในเวลาราชการ (หากพ้นกำหนดเวลานี้จะถือว่าหมดสิทธิที่จะเข้าร่วมโครงการฯ โดยเด็ดขาด) พร้อมเอกสารสำเนาหลักฐานทางทะเบียนประวัติ (สมุดประวัติ หรือ ก.พ.7) ที่ระบุ ยศ ชื่อ ชื่อสกุล, วัน เดือน ปี เกิด, ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก, วัน เดือน ปี ที่ได้รับยศปัจจุบัน, ตำแหน่ง และอัตราเงินเดือนปัจจุบัน (อัตราเงินเดือนที่ได้รับ ณ วันยื่น) เงินเพิ่มพิเศษอื่นๆ โดยให้มีข้าราชการตำรวจระดับชั้นสัญญาบัตร รับรองสำเนาถูกต้องด้วย

                                3.2 การกรอกรายละเอียดในแบบหนังสือขอลาออกจากราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 7 (ปีงบประมาณ พ.ศ.2550)  ให้ข้าราชการตำรวจกรอกรายละเอียดโดยการพพิมพ์หรือเขียนด้วยตัวบรรจง ดังนี้

                                                3.2.1 เขียนที่ หน่วยงานที่สังกัด

                                                3.2.2 วัน เดือน ที่ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาชั้นต้น

                                                3.2.3 เรียน ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ลาออก ตามข้อ 1.4

                                                3.2.4 ยศ ชื่อ ชื่อสกุล

                                                3.2.5 วัน เดือน เกิด ของผู้ที่ประสงค์จะขอลาออก

                                                3.2.6 อายุของผู้ที่ประสงค์จะขอลาออก นับถึงวันที่ 30 กันยายน 2549

                                                3.2.7 วัน เดือน ปี ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก

                                                3.2.8 เวลาราชการนับถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 โดยไม่รวมเวลาทวีคูณ และนับเฉพาะวันรับราชการที่รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนซึ่งมิใช่อัตราข้าราชการวิสามัญหรือลูกจ้าง ดังนี้

                                                                (1) กรณีมีวันลา หรือวันที่ต้องพักราชการซึ่งไม่ได้รับเงินเดือน ไม่ให้นับเป็นเวลาราชการ เช่น วันลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร หรือลาติดตามคู่สมรส แต่วันลาหรือวันที่ต้องพักราชการซึ่งได้รับเงินเดือนเต็ม ให้นับเวลาเหมือนเต็มเวลาราชการ ส่วนวันลาหรือวันที่ต้องพักราชการซึ่งได้รับเงินเดือนไม่เต็มให้นับเวลาราชการตามส่วนของเงินเดือนที่ได้รับ

                                                                (2) กรณีลาออกจากราชการเพื่อไปปฏิบัติงานตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำงาน ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ ให้นับเวลาราชการระหว่างนั้นได้

                                                                (3) กรณีเคยออกจากราชการ และได้รับการบรรจุกลับเข้ารับราชการใหม่ ได้แก่

                                                                                - กรณีออกจากราชการครั้งก่อนโดยไม่มีสิทธิรับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญเพราะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ เรื่องจากกระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ถ้ากลับเข้ารับราชการ ไม่มีสิทธินับเวลาราชการก่อนออกจากราชการต่อเนื่องกับการรับราชการในตอนหลัง

                                                                                - กรณีออกจากราชการครั้งก่อนโดยไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญ ถ้ากลับเข้ารับราชการ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นมา ให้นับเวลาราชการก่อนออกจากราชการต่อเนื่องกับการรับราชการในตอนหลังได้

                                                                                - กรณีออกจากราชการครั้งก่อนโดยได้รับบำเหน็จ ไม่ให้นับเวลาราชการก่อนออกจากราชการต่อเนื่องกับการรับราชการในตอนหลัง วันแต่กลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2540 เป็นต้นมา และผู้กลับเข้ารับราชการนั้นได้คืนบำเหน็จบำนาญพร้อมดอกเบี้ย ก็ให้นับเวลาราชการก่อนออกจากราชการต่อเนื่องกับการรับราชการในตอนหลังได้

                                                                                - กรณีออกจากราชการครั้งก่อนโดยได้รับบำนาญ ไม่ให้นับเวลาราชการก่อนออกจากราชการต่อเนื่องกับการรับราชการในตอนหลัง เว้นแต่เลิกรับบำนาญในขณะที่กลับเข้ารับราชการใหม่ ก็ให้นับเวลาราชการก่อนออกจากราชการต่อเนื่องกับการรับราชการในตอนหลังได้

                                                                (4) เวลาระหว่างเป็นลูกจ้าง เป็นข้าราชการวิสามัญ หรือเวลาระหว่างรับเงินอื่นที่มิใช่เงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือน ต้องหักเวลาราชการระหว่างนั้นออก

                                                3.2.9 วันเดือน ที่ได้รับยศปัจจุบัน

                                                3.2.10 ตำแหน่งและสังกัดปัจจุบัน

                                                3.2.11 อัตราเงินเดือนปัจจุบัน (ระดับ/ขั้น/บาท) ณ วันที่กรอกแบบหนังสือขอลาออกฯ

                                                3.2.12 เงินเพิ่มพิเศษรายเดือน (ที่สามารถนำมาคำนวณบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ เช่น เงินเพิ่มพิเศษรายเดือนสำหรับค่าวิชา เงินเพิ่มการเลื่อนฐานะ เงินเพิ่มพิเศษสำหรับประจำตำแหน่งที่ต้องฝ่าอันตรายเป็นปกติ เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการปราบปรามผู้กระทำผิด) ณ วันที่กรอกแบบหนังสือขอลาออกฯ

                                                3.2.13 เหตุผลการขอลาออก เช่น ไปประกอบอาชีพอื่น สุขภาพไม่แข็งแรง หรือรับราชการมานาน เป็นต้น

                                                3.2.14 ลงชื่อข้าราชการตำรวจผู้ยื่นหนังสือขอลาออกในแบบหนังสือขอลาออกจากราชการตามโครงการฯ

                                                3.2.15 ลงชื่อข้าราชการตำรวจผู้ยื่นหนังสือขอลาออกในแบบหนังสือรับรองการเข้าร่วมโครงการฯ และกรอกรายละเอียดที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้หลังออกจากราชการ (ด้านหลังแบบหนังสือขอลาออกจากราชการตามโครงการฯ)

                                3.3 เมื่อผู้บังคับบัญชาชั้นต้นได้รับแบบหนังสือขอลาออก, แบบหนังสือรับรองของผู้ขอลาออกแล้ว ให้บันทึกวันที่ผู้ขอลาออกยื่นหนังสือขอลาออกไว้เป็นหลักฐานในแบบหนังสือขอลาออก ในช่อง  2.1 โดยทันที

สำหรับข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ข้าราชการตำรวจที่ประจำหรือสำรองราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และข้าราชการตำรวจอื่นที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ยื่นต่อ ผู้บังคับการกองกำลังพล และให้ถือว่าได้ยื่นขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาชั้นต้นแล้ว และให้ผู้บังคับการกองกำลังพล นำเสนอ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ หรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้วแต่กรณี บันทึกวันที่ข้าราชการตำรวจดังกล่าวได้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อไป

                                3.4 ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นตัน ตรวจสอบข้อมูลของข้าราชการตำรวจดังกล่าวในเบื้องต้นว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน ตามข้อ 2.1 หรือไม่ แล้วให้เสนอความเห็นว่า ควรอนุญาต หรือไม่ควรอนุญาตให้ลาออก (ให้ระบุเหตุผลที่ไม่ควรอนุญาตด้วย) ตามลำดับชั้นในบันทึก (ผนวก ข.) จนถึงหัวหน้าหน่วยงาน

                                3.5 เมื่อหัวหน้าหน่วยงานได้รับแบบหนังสือขอลาออกแล้ว ให้พิจารณามีความเห็นควรอนุญาต หรือไม่ควรอนุญาตให้ลาออก (ระบุเหตุผลที่ไม่ควรอนุญาตด้วย) ในช่องความเห็นของหัวหน้าหน่วยงาน  2.2  ยกเว้นได้มีความเห็นในฐานะผู้บังคับบัญชาชั้นต้นแล้ว ไม่ต้องพิจารณามีความเห็นอีก และเสนอให้การเจ้าหน้าที่ ส่วนราชการพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครต่อไป

                                3.6 ให้การเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ตามข้อ 1.3 ดำเนินการ ดังนี้

                                                3.6.1 ตรวจสอบข้อมูลส่วนที่  ของแบบหนังสือขอลาออกจากราชการฯ ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องให้แจ้งผู้สมัครแก้ไขข้อมูล และให้ผู้สมัครลงชื่อกำกับ ในกรณีผู้สมัครรายใดขาดคุณสมบัติ ให้แจ้งผู้สมัครทราบ และไม่ต้องส่งใบสมัครของผู้สมัครรายนั้นไปยัง ฝ่ายกำลังพล 1 กองกำลังพล ตามข้อ 3.7

                                                3.6.2 ลงชื่อการเจ้าหน้าที่ส่วนราชการในส่วนที่ ƒ

                                3.7 ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผดชอบดำเนินการ ดังต่อไปนี้

                                                3.7.1 จัดทำบัญชีผู้ขอลาออกตามโครงการฯ ตามแบบ (ผนวก ค.) สำหรับข้าราชการตำรวจระดับชั้นประทวนเรียงตามตำแหน่ง ยศ และชื่อ ชื่อสกุล พร้อมทั้งนำบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง นำส่งฝ่ายกำลังพล โดยตรง ภายในวันที่ 1 กันยายน 2549 ห้ามผลัดส่งโดยเด็ดขาด

                                                3.7.2 จัดทำบัญชีผู้ขอลาออกตามโครงการฯ ตามแบบ (ผนวก ค.) สำหรับข้าราชการตำรวจ ระดับชั้นสัญญาบัตรเรียงตามตำแหน่ง ยศ และชื่อ สกุล พร้อมทั้งนำบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องนำส่ง ฝ่ายกำลังพล 1 กองกำลังพล โดยตรง ภายในวันที่ 5 กันยายน 2549 ห้ามผัดส่งโดยเด็ดขาด

                                3.8 การพิจารณาให้ข้าราชการตำรวจลาออกจากราชการตามโครงการฯ ของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงหัวหน้าหน่วยงาน ให้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อหน่วยงาน ความรู้ความสามารถที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน และความจำเป็นของข้าราชการตำรวจที่ขอลาออกเป็นสำคัญ

                                3.9 หากมีผู้ประสงค์จะถอนใบสมัครให้แจ้งยืนยันทาง โทรสารหมายเลข 0-2205-2494

                                                สำหรับข้าราชการตำรวจตามข้อ 3.3 วรรคสอง ให้ยื่นต่อผู้บังคับการกองกำลังพล ภายในวันที่ 15 กันยายน 2549 ในเวลาราชการ

                                                กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของข้าราชการตำรวจผู้ขอลาออกตามโครงการฯอันเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 2.1 และอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนยศ ตำแหน่ง ชื่อ ชื่อสกุล  หรือเสียชีวิต ฯลฯ ให้หน่วยต้นสังกัดรีบรายงานการเปลี่ยนแผลงสถานภาพไปยัง ฝ่ายกำลังพล 1 กองกำลังพล โดยด่วน ทางโทรสาร หมายเลข 0-2205-2494 และรีบส่งเอกสารดังกล่าวไปยัง ฝ่ายกำลังพล 1 กองกำลังพล ภายใน 3 วัน

                                3.10 ขั้นตอนและการดำเนินการ ตลอดจนระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าวในข้อ 3.1 ถึง 3.9 ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ข้าราชการตำรวจผู้ขอลาออกตามโครงการฯ ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงหัวหน้าหน่วยงาน ได้ศึกษาถึงรายละเอียดในการดำเนินการ และพึงใช้ความระมัดระวังในการดำเนินการอย่างดีที่สุด หากมีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือมีเหตุให้ข้าราชการตำรวจผู้ขอลาออกตามโครงการฯเสียสิทธิ หรือมีข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติ และการรับรองของผู้บังคับบัญชาไม่ถูกต้อง จะถือเป็นความบกพร่องของข้าราชการตำรวจผู้ขอลาออกตามโครงการฯ และผู้ที่มีหน้าที่ต้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องนั้น ๆ แล้วแต่กรณี

                                3.11 กรณีข้าราชการตำรวจที่ไปช่วยราชการ ให้ยื่นความประสงค์ขอลาออกจากราชการต่อ ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดเท่านั้น และให้ผู้บังคับบัญชาตันสังกัดพิจารณา โดยดำเนินการเช่นเดียวกับ ข้อ 3.1 – 3.10

                                3.12 เมื่อผู้มีอำนาจให้ลาออกได้พิจารณาแล้วมีความเห็นไม่อนุญาตให้ลาออกเพราะจะกระทบต่อราชการให้แจ้งผู้ขอลาออกทราบ ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของผู้มีอำนาจให้ลาออกเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการฯให้ถือเป็นที่สุด หากผู้ขอลาออกยืนยันที่จะลาออกในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ให้ถือว่าการไม่อนุญาตให้ลาออกดังกล่าว มีผลเป็นการยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกตามความในมาตรา 99 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ซึ่งจะทำให้ผู้ขอลาอออกต้องออกจากราชการเมื่อพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ขอลาออก โดยไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ใดๆ ตามโครงการฯ นี้

                                3.13 ข้าราชการตำรวจที่หน่วยแจ้งรายชื่อไปยัง ฝ่ายกำลังพล 1 กองกำลังพล หากไม่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการฯ ให้ฝ่ายกำลังพล 1 กองกำลังพล มีหนังสือแจ้งเหตุผลกรณีดังกล่าว ให้ทราบภายหลังต่อไป

...........................................................................

ตรวจแล้วถูกต้อง

                                                                             พันตำรวจเอก  นพปฎล  อินทอง

(นพปฎล  อินทอง)

ผู้กำกับการ ฝ่ายกำลังพล 1 กองกำลังพล