หลักเกณฑ์การประเมินและการแต่งตั้ง

เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวน ระดับ สารวัตร

หลักเกณฑ์

                ตำแหน่ง สารวัตรในสายงานสอบสวน เฉพาะที่เกิดจากการประเมิน

                1. คุณสมบัติ

                        1.1 มีคุณวุฒิข้อหนึ่งข้อใด ดังนี้

                                (1) สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

                                (2) ได้รับปริญญาต่ำกว่าปริญญาตรี หรือ เทียบเท่าไม่ต่ำกว่านี้ทางกฎหมายโดยศึกษาสำเร็จวิชากฎหมายไทย อย่างน้อย 3 วิชา คือ ประมวลกฎหมายอาญาครบทุกลักษณะ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาครบทุกลักษณะ และกฎหมายลักษณะพยาน ทั้งนี้จะเป็นการศึกษาเพื่อการได้รับปริญญาดังกล่าว หรือเป็นการศึกษาเพิ่มเติมภายหลังก็ได้

                                (3) ได้รับประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

                                (4) คุณวุฒิอื่นที่ ก.ตร. เห็นสมควร และ

                        1.2 มีชั้นยศร้อยตำรวจเอก และ

                        1.3 ดำรงตำแหน่ง รองสารวัตรหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่า 7 ปี และปฏิบัติหน้าที่งานสอบสวน รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจะต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ได้ และ

                2. ผลการปฏิบัติงานในด้านการสอบสวนคดี

                        2.1 พิจารณากำหนดจากผลการปฏิบัติงานด้านการสอบสวนคดี ซึ่งกำหนดแนวทาง ดังนี้

                                กำหนดตามระยะเวลาการปฏิบัติงานในหน้าที่สอบสวนไม่น้อยกว่า 4 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการสร้างความชำนาญงานในสายงานสอบสวน และจำนวนสำนวนการสอบสวนในฐานะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ต้องไม่น้อยกว่า 140 คดี สำหรับพนักงานสอบสวน ในหน่วยงานของ บก.ปปป.,บก.สศก.,บก.ป. และ บช.ปส. ให้ใช้จำนวนคดีในแต่ละหน่วยงานเป็นเกณฑ์ ดังนี้

                                บก.ปปป.ทุก กก.ใช้จำนวนคดีไม่น้อยกว่า 20 คดี

                                บก.สศก.ทุก กก.ใช้จำนวนคดีไม่น้อยกว่า 140 คดี ยกเว้น กก.2 ใช้จำนวนคดี ไม่น้อยกว่า 40 คดี

                                บก.ป.ทุก กก.ใช้จำนวนคดีไม่น้อยกว่า 40 คดี

                                บช.ปส.ทุก กก. ใช้จำนวนคดีไม่น้อยกว่า 40 คดี

                                (กรณีเป็นพนักงานสอบสวน ผู้ร่วมสอบสวน ให้นับจำนวนคดีหนึ่งสำนวน เท่ากับ ครึ่งหนึ่งของสำนวนการสอบสวน ที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เป็นเกณฑ์ในการนับจำนวนสำนวนการสอบสวน)

                        2.2 ให้พนักงานสอบสวน เลือกเสนอสำเนาสำนวนการสวนสวนคดีต่าง ๆ รวม 2 สำนวน โดยไม่ซ้ำประเภทกันเพื่อใช้ในการประเมิน

                                ทั้งนี้ สำเนาสำนวนที่กำหนดให้เสนอทุกสำนวนต้องเป็นสำเนาสำนวนการสอบสวนคดีที่มีตัวผู้ต้องหา ซึ่งเรียกหรือจับได้แล้ว นอกจากเสนอสำเนาสำนวนการสอบสวนดังกล่าวแล้ว ให้ส่งสมุดบัญชีคุมคดีอาญา – จราจร ประจำตัว เพื่อประกอบการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการ

                3. มีความรู้ ความสามารถในงานสอบสวน อยู่ในเกณฑ์ดี โดยประเมินจากหลักเกณฑ์ ดังนี้

                        3.1 ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง

                        3.2 ความรอบรู้จัดเจนงานสอบสวน

                        3.3 ปฏิภาณไหวพริบในการทำงาน

                        3.4 ปริมาณงานสอบสวน

                        3.5 คุณภาพงานสอบสวน

                        3.6 ความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

                        3.7 การวินิจฉัยตัดสินใจ

                        3.8 ความละเอียดรอบคอบ

                        3.9 ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้

                        3.10 การทำสำนวนการสอบสวน

                4. ความประพฤติ อยู่ในเกณฑ์ดี โดยประเมินจากหลักเกณฑ์ ดังนี้

                        4.1 ความวิริยะ อุตสาหะและเพียรพยายาม

                        4.2 ความรับผิดชอบต่อหน้าที่

                        4.3 ความกระตือรือล้นในการทำงาน

                        4.4 ความซื่อสัตย์,  ยุติธรรมและคุณธรรม

                        4.5 ความมีวินัย และสนใจปฏิบัติตามคำสั่ง หรือคำแนะนำ

วิธีการปฏิบัติในการขอรับการแต่งตั้งในตำแหน่งพนักงานสอบสวน ระดับ สารวัตร

                1. ผู้ประสงค์จะขอรับการประเมินเพื่อรับการแต่งตั้งในตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับสารวัตร เป็นผู้ยื่นคำขอตามแบบ ตร.ส.1 พร้อมด้วยผลการปฏิบัติงานต่อผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด

                2. ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดต้องตรวจสอบคุณสมบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ตร.กำหนด แล้วนำเสนอตามลำดับชั้นถึง ภ.จว.หรือ บก.และให้ ผบก.แต่งตั้ง

คณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวนตามที่ ก.ตร. กำหนดขึ้น

                        คณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวน ประกอบด้วย คณะกรรมการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของผู้รับการประเมิน จำนวน 5 นาย ประกอบด้วย

                        2.1 ผู้บังคับการ หรือผู้แทน

                        2.2 รองผู้บังคับการ

                        2.3 หัวหน้ารับผิดชอบบริหารงานใน กก. สถานีตำรวจ แผนก หรืองาน

                        2.4 หัวหน้ารับผิดชอบงานสอบสวน

                3. เมื่อคณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวน พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรให้เลื่อนระดับตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ตร. กำหนด (ตามแบบ ตร.ส.2) ให้คณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวน เสนอผลการพิจารณา (ประเมิน) นั้น ต่อ ตร.

ตามลำดับชั้น (ผ่าน ทพ.สกพ.)โดยเริ่มต้น ตั้งแต่ บก.หรือ ภ.จว.ต้นสังกัด เพื่อดำเนินการเสนอขอรับการแต่งตั้งตามขั้นตอนต่อไป และรายงานให้ ก.ตร.ทราบ

                4. ผู้ขอรับการประเมินที่คณะกรรมการประเมิน มีมติให้เลื่อนระดับตำแหน่งตามข้อ 3 ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ต้องสำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรระดับ สารวัตรที่ ตร.จัดให้มีขึ้นเพื่อความมุ่งหมายให้ทำหน้าที่ด้านการป้องกันปราบปราม สืบสวนหรือสอบสวนยกเว้นผู้ที่สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรระดับ สว. มาก่อนหลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ

                        การแต่งตั้งให้ถือเอาวันที่ ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง

                5. ผู้ขอรับการประเมิน ต้องดำรงตำแหน่ง รอง สว. ในสายงานสอบสวนในขณะที่ยื่นขอรับการประเมินไม่น้อยกว่า 1 ปี ยกเว้น ข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่สอบสวน หรือดำรงตำแหน่งในสายงานสอบสวน และมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์การประเมิน ก่อนที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ แต่ดำรงตำแหน่งไม่ครบ 1 ปี ในขณะที่ยื่นขอรับการประเมิน

                6. ในกรณีที่ผู้ขอรับการประเมิน ได้ยื่นเรื่องขอรับการประเมินแล้ว ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนอกสายงานสอบสวน ไม่ตัดสิทธิในการประเมินของคณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวน หากผ่านการประเมินผู้ขอรับการประเมินมีสิทธิขอรับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสายงานสอบสวนได้

                7. พนักงานสอบสวน ที่อยู่ในระหว่างการสอบสวนพิจารณาทัณฑ์ทางวินัย สามารถยื่นขอรับการประเมินได้ และหากผ่านเกณฑ์การประเมินของคณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวนแล้ว ให้แต่งตั้งหลังจากผลการสอบสวนพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยเสร็จสิ้นลง วันแต่งตั้งให้ถือตามข้อ 4 หากผู้รับการประเมินถูกลงทัณฑ์ทางวินัย สูงกว่าภาคทัณฑ์ขึ้นไป ให้แต่งตั้งในปีถัดไป นับแต่ปีที่ได้รับการลงทัณฑ์ วันแต่งตั้งให้ถือวันที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง

                8. ข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่ง สว. ทำหน้าที่สอบสวนก่อนที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ ให้ถือว่ามีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การประเมินนี้ สามารถแต่งตั้งสับเปลี่ยนตำแหน่งกับตำแหน่งควบ สว.-รอง สว. ที่ทำหน้าที่สอบสวนได้

                        สำหรับข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่ง สว. ที่ไม่ได้ทำหน้าที่สอบสวน

สามารถแต่งตั้งสับเปลี่ยนตำแหน่งกับตำแหน่งควบ สว.- รอง สว. ที่ทำหน้าที่สอบสวนได้ โดยต้องผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์การประเมินและการแต่งตั้งเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวน ระดับ สว.โดยอนุโลม

                9. หลักเกณฑ์ของตำแหน่งควบ สว.-รอง สว. ทำหน้าที่สอบสวนนี้ ไม่ใช้บังคับกับตำแหน่ง สว. ที่ทำหน้าที่หัวหน้างานสอบสวน และตำแหน่ง สว. ในสายงานสอบสวนที่ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยงานระดับแผนก หรืองาน หรือกลุ่มงาน หรือเทียบเท่า

                10. ตำแหน่ง สว. ที่ทำหน้าที่หัวหน้างานสอบสวน จะต้องแต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจที่คณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวน ได้มีมติว่าผ่านการประเมินแล้วเท่านั้น ยกเว้นข้าราชการตำรวจที่ได้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งตาม ข้อ 8 มาแล้ว

                        หลักเกณฑ์ตามข้อนี้ไม่ใช้บังคับกับ ตำแหน่ง สว. ที่ทำหน้าที่หัวหน้างานสอบสวนที่ถูกยกเลิกตามมติ ก.ตร. ในการประชุม ครั้งที่ 20/2537 เมื่อ 7 ธ.ค. 2537

                11. กรณีที่คณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวน เห็นว่าผู้รับการประเมินมีคุณสมบัติไม่ครบตามหลักเกณฑ์ ที่จะผ่านการประเมิน ผู้ขอรับการประเมินจะยื่นขอรับการประเมินต่อ ภ.ภาค บช. หรือหน่วยงานที่เทียบเท่าได้ หลังจากรับทราบผลการประเมินของคณะกรรมการประเมินตามข้อ 2 และให้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินฯ จำนวนไม่น้อยกว่า 3 นาย ประกอบด้วย

                                11.1 ผู้บัญชาการ หรือผู้แทน

                                11.2 รองผู้บัญชาการ

                                11.3 ผู้ช่วยผู้บัญชาการ

                                11.4 ผู้บังคับการอำนวยการ

                        ผลการประเมินพนักงานสอบสวน ให้เป็นไปตามมติเสียงข้างมากของคณะกรรมการนี้ หากคณะกรรมการ เห็นสมควรให้เลื่อนระดับตำแหน่งให้ดำเนินการตามวิธีการที่กำหนดไว้ แต่หากคณะกรรมการ ยังเห็นว่าไม่สมควรให้เลื่อนระดับตำแหน่ง ให้ผู้รับการประเมินมีสิทธิยื่นขอรับการประเมินต่อคณะกรรมการชุดนี้ ได้อีก 1 ครั้งภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่รับทราบผลการประเมินของคณะกรรมการประเมิน มติของคณะกรรมการ ครั้งที่ 2 ให้ถือเป็นสิ้นสุด จะยื่นขอรับการประเมินอีกไม่ได้ เว้นแต่จะได้โยกย้าย สับเปลี่ยนตำแหน่งไปเป็นพนักงานสอบสวนในสังกัดอื่น จึงสามารถยื่นขอรับการประเมินได้ตามหลักการที่กำหนดไว้อีก

                12. เมื่อคณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวน พิจารณาผลงานของข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งนอกสายงานสอบสวนตามข้อ 6 แล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เลื่อนระดับตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ตร.กำหนดแล้ว ข้าราชการตำรวจดังกล่าวจะขอรับการแต่งตั้งเลื่อนระดับตำแหน่งต่อเมื่อข้าราชการตำรวจดังกล่าวได้รับการแต่งตั้ง ไปดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวน และการแต่งตั้งเลื่อนระดับตำแหน่งให้มีผลตามที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งกำหนด ทั้งนี้ไม่ก่อนวันที่ข้าราชการตำรวจดังกล่าวย้ายไปดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนครั้งสุดท้าย

                13. ข้าราชการาตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนระดับ สว. ทำหน้าที่สอบสวนโดยการประเมินของคณะกรรมการประเมินพนักงานสอบสวน ต้องปฏิบัติหน้าที่ และทำสำนวนการสอบสวน เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนระดับ รอง สว. และจะสามารถแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งในหน้าที่อื่นได้ ต่อเมื่อ

                        (1) จะต้องดำรงตำแหน่งในสายงานสอบสวน และปฏิบัติหน้าที่สอบสวนอีกอย่างน้อย 2 ปีนับตั้งแต่วันที่รับการแต่งตั้งเป็นสารวัตรทำหน้าที่สอบสวน และ

                        (2) ทำสำนวนการสอบสวนอีกไม่น้อยกว่า 70 คดี (โดยผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดเป็นผู้ตรวจสอบ และรับรองจำนวนคดี)

                14. กรณีที่ข้าราชการตำรวจยื่นขอรับการประเมิน และผลการประเมินยังไม่ถึงที่สุด ไม่ควรแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้นั้น ไปดำรงตำแหน่ง นอกสายงานสอบสวน ยกเว้นการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น

                15. เมื่อข้าราชการตำรวจยื่นขอรับการประเมิน เพื่อปรับระดับตำแหน่งสูงขึ้น ถึง ภ.จว. หรือ บก.ให้ ผบก. รายงาน ตร. ผ่าน ทพ.สกพ.ทราบ จำนวน 1 ชุด

และรายงานผู้บังคบบัญชาในสังกัด 1 ชุด เพื่อประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง

                16. สำหรับข้าราชการตำรวจที่อยู่ในสายงานสอบสวนก่อนวันที่หลักเกณฑ์การประเมิน และการแต่งตั้งเพื่อให้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับสารวัตรใช้บังคับ ให้นำมติ ก.ตร.ครั้งที่ 18/2537 เมื่อ 2 พ.ย. 2537 มาใช้โดยอนุโลม