นโยบายการปฏิบัติการของ ตำรวจภูธรภาค 7

โดย

พลตำรวจโท วรพงษ์  ชิวปรีชา

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7

îîîîîîîîîîîîîîîîîîîîîîîîî

 

 

“ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน”

         

                ระบบราชการไทยได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมาโดยตลอดทั้งทางด้านโครงสร้างขององค์การ ด้านวิธีการบริหารจัดการภายใต้ระบบคำรับรองการปฏิบัติราชการและยุทธศาสตร์ของแต่ละหน่วย และด้านการวัดผลผลิตในเชิงคุณภาพ ปริมาณ และเวลา ตามเกณฑ์ของตัวชี้วัดความสำเร็จที่กำหนด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้ข้าราชการทุกหน่วยและทุกคนต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ แนวทางและวิธีการการทำงานให้มีความสอดคล้องสามารถสนองตอบกับสภาวะ ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วดังกล่าวสำหรับในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เป็นไปตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ สถานีตำรวจ เนื่องจากประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดทุกประเด็นล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับภารกิจ หน้าที่ และความรับผิดชอบของสถานีตำรวจทั้งสิ้น

                ยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแก่งชาติเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยและข้าราชการตำรวจในหน่วยทุกคนต้องศึกษาทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติให้ครบถ้วนทุกประเด็น ฉะนั้น หากจะมอบนโยบายให้ปฏิบัติตามประเด็นยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้แล้วก็จะเป็นการซ้ำซ้อน แต่นโยบายที่จะมอบในครั้งนี้เป็นการนำยุทธศาสตร์บางประเด็นซึ่งได้พิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นมากำชับเป็นพิเศษ พร้อมทั้งกำหนดรายละเอียดการดำเนินการมีความชัดเจน สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขั้นในพื้นที่ความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 7 ในปัจจุบัน โดยมีนโยบาย ดังนี้

                1. ด้านการถวายความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

                การถวายความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุดเหนือภารกิจอื่นใด ดังนั้นหน่วยที่รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยต้องกำหนด แผน/มาตรการไว้อย่างรอบคอบ รัดกุม สมพระเกียรติ เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ระดมสรรพกำลังยานพาหนะ เครื่องมือเครื่องใช้ในการปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพ และสัมฤทธิ์ผลสูงสุด รวมทั้งบูรณาการกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปฏิบัติงานถวายความปลอดภัยอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

            2.ด้านการบริหารงานและการปกครองบังคับบัญชา

                                2.1 ความสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบของตำรวจ

                                                ข้าราชการตำรวจทุกนายทุกตำแหน่งต้องมีความตระหนักและความสำนึกรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตนเอง โดยปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความรู้ ความสามารถ ให้บริการประชาชนด้วยความเต็มใจ สุภาพ อ่อนโยน ให้เกียรติประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความพึงพอใจประทับใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ และเห็นตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

                                2.2 การปฏิบัติหน้าที่ราชการและการปกครองบังคับบัญชา

                                                ให้ความสำคัญกับระบบการปกครองบังคับบัญชาตามสายการบังคับบัญชา โดยผู้บังคับบัญชาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในความสำเร็จหรือความล้มเหลวของงาน ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาทุกคนจะต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น

                                                2.2.1 เสียสละไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียนผู้ใต้บังคับบัญชา

                                                2.2.2 ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเป็นธรรมและเสมอภาค

                                                2.2.3 เสริมสร้างการรักษาระเบียบวินัย และความสามัคคีปรองดองกันระหว่างข้าราชการตำรวจ ในปกครองบังคับบัญชา

                                                2.2.4 เอาใจใส่ดูแลความเป็นอยู่อย่างพอเพียงสมควรแก่ฐานะตน รวมทั้งส่งเสริมการหารายได้เสริมจากการประกอบอาชีพสุจริต แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

                                                2.2.5 ปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งในด้านการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ด้านการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อสุลุ่ยสุร่าย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขต่างๆ และเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี

                                                2.2.6 เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ และวัฒนธรรมองค์กรไปสู่สิ่งที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภายนอกเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม โดยใช้ศิลปะและภาวะความเป็นผู้นำในการกระตุ้นโน้มน้าว ชักจูงจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชาให้ร่วมมือกันในการเปลี่ยนแปลง เช่น การให้บริการด้วยความเต็มใจ ด้วยไมตรีจิตด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นต้น

                                                2.2.7 เป็นผู้นำในการทำงานเป็นทีม เนื่องจากงานในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจมีหลายลักษณะทั้งการป้องกันปราบปราม สืบสวนสอบสวน จราจรและอำนวยการ ซึ่งแต่ละงานมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน ดังนั้น หัวหน้าสถานีตำรวจ และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด จะต้องไม่ปล่อยให้เกิดภาวะต่างคนต่างทำในหน่วยระดับต่างๆ โดยต้องทำหน้าที่เป็นเสมือนหัวหน้าทีม ที่จะต้องเอาใจใส่ ประสานงาน บูรณาการ สั่งการในเรื่องที่จำเป็นซึงผู้ปฏิบัติไม่อาจสังการข้ามสายงาน และ/หรือข้ามพื้นที่ความรับผิดชอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคลี่คลายคดีสำคัญๆ รวมทั้งต้องเป็นผู้ที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านต่างๆ ในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาระดับต่างๆ มีโอกาสในการเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการ แนวทางปฏิบัติ แล้วนำข้อมูลและข้อเสนอที่ได้มาพิจารณาตัดสินใจกำหนดหรือปรับ มาตรการแนวมาปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่

                                                2.2.8 ส่งเสริมการพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกายของข้าราชการตำรวจในปกครองบังคับบัญชา ให้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ โดยส่งเสริมการออกกำลังกาย เล่นกีฬาต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคีและการประสานงานที่ดีของข้าราชการตำรวจระหว่างหน่วย และมีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายของข้าราชการตำรวจอย่างสม่ำเสมอ

                3. ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม

                                3.1 แนวทางการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม

                                                เน้นการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุกเป็นหลักสำคัญ โดยคำนึงยุทธศาสตร์ไตรภาคี ประกอบด้วย ตำรวจ องค์กรภาครัฐ และประชาชนยึดหลักการ มีส่วนร่วมของประชาชนเป็นตัวตั้ง รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆทั้งจากภายในองค์กรและภายนอกองค์กรเสริมด้วยการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมควบคู่และต่อเนื่องกันไปมีเป้าหมายอยู่ที่การควบคุมอาชญากรรม ให้อยู่ในระดับที่ไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขของประชาชน และให้อยู่ในเกณฑ์ความสำเร็จตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตัวชี้วัดใน พ.ร.บ.งบประมาณราบจ่ายประจำปี โดยให้ตำรวจภูธรจังหวัดและสถานีตำรวจทุกแห่ง ดำเนินการ ดังนี้

                                                3.1.1 ปรับปรุงและพัฒนางานสายตรวจ จุดตรวจ และจุดสกัด ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการเกิดอาชญากรรม เน้นการกวดขันตรวจตราเพื่อลดช่องโอกาสการประกอบอาชญากรรม วางระบบในการควบคุมกำกับดูแล และสนับสนุนข้อมูลในการปฏิบัติงานให้กับสายตรวจ จุดตรวจและจุดสกัด เพื่อให้สามารถป้องกัน ลดช่องโอกาสในการก่ออาชญากรรม ได้อย่างแท้จริง

                                                3.1.2 กำหนดปรัชญาการทำงานของตำรวจ โดยยึดหลักสร้างความเป็นเจ้าของหรือพันธมิตรเชิงหุ้นส่วนของประชาชนที่อยู่ในชุมชนเพื่อให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยใช้หลักการ “ตำรวจชุมชน” (Community Policing) การให้ชุมชนจัดการดูแลบ้านให้แก่กันเพื่อป้องกันอาชญากรรม สายตรวจประชาชน และอาสาสมัครช่วยเหลือตำรวจ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในภาวะขาดแคลนกำลังพล รวมทั้งมุ่งเน้นใช้กลไกหรือองค์กรภาคประชาชนที่ช่วยเหลืองานตำรวจในพื้นที่ เช่น ลูกเสือชาวบ้าน คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจระดับสถานีตำรวจและตำรวจภูธรจังหวัด (กต.ตร.)ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น

                                                3.1.3 จัดระบบการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในแง่ความถูกต้องของข้อมูล และผลสำเร็จในการติดตามจับกุม โดยจัดให้มีระบบในการควบคุมติดตามในระดับตำรวจภูธรภาค 7 ระดับตำรวจภูธรจังหวัด และระดับสถานีตำรวจ

                                                3.1.4 พัฒนาและปรับปรุงศูนย์ควบคุมและสั่งการ (Command and Control Center ) ของตำรวจภูธรภาค 7 และของตำรวจภูธรจังหวัด เพื่อให้สามารถควบคุมสั่งการและสนับสนุนข้อมูลในการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจได้อย่างแท้จริง

                                                3.1.5 แสวงหาอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้ในการทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระการทำงานของข้าราชการตำรวจ เช่น การจัดหากล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ติดตั้งในจุดเสี่ยงที่อาจจะเกิดอาชญากรรมในพื้นที่ต่าง ๆ หรือสถานประกอบการที่มักเป็นเป็นหมายของผู้กระทำความผิด การใช้ระบบตรวจสอบข้อมูลด้วยโทรศัพท์มือถือ ( Short Massage Service = SMS หรือ Multimedia Massage Service = MMS ) ของตำรวจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เช่น ข้อมูลรถที่ถูกโจรกรรม ข้อมูลบุคคลที่มีหมายจับ เป็นต้น

                                                3.1.6 จัดทำข้อมูลเครือข่ายอาชญากรรมแต่ละประเภทในระดับปฐมภูมิไว้และให้หน่วยที่รับผิดชอบระดับตำรวจภูธรจงหวัด และตำรวจภูธรภาค 7 นำข้อมูลเครือข่ายในระดับปฐมภูมิของสถานีตำรวจต่างๆ ไปบูรณาการและจัดทำเป็นข้อมูลเครือข่ายอาชญากรรมในภาพรวมของตำรวจภูธรจังหวัดหรือตำรวจภูธรภาค 7 แล้วแต่กรณี รวมทั้งต้องปรับปรุงให้มีความทันสมัยอยู่

                                3.2 การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษที่มีความเร่งด่วน

                                                3.2.1 การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ

                                                                (1) ลดการแพร่ระบาดยาเสพติดให้น้อยลงและหมดไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก เยาวชนและกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ด้วยการส่งเสริมการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ตั่งแต่ระดับหมู่บ้าน ชุมชน สถานศึกษา และสร้างแนวร่วมให้กว้างขวาง โดยให้ตำรวจประจำตู้ยาม หรือเจ้าหน้าที่สายตรวจตำบล เป็นแกนหลักในการดำเนินการ

                                                                (2) ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยเน้นการปราบปรามจับกุมผู้จำหน่ายทั้งรายใหญ่ และรายย่อย มาดำเนินคดีและขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดรายอื่น ผู้สนับสนุน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแบบขุดรากถอนโคน โดยนำบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ เช่น พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 พ.ร.บ.ป้องกันและรวบรวมการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ฯลฯ มาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหา ผู้สนับสนุน หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในการปฏิบัติให้ประสานความร่วมมือกับส่วนราชการต่างๆ ให้ร่วมกันทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพโดยนำศักยภาพ อำนาจหน้าที่ และความชำนาญ ของแต่ละส่วนราชการมาใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเต็มที่

                                                                (3) ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ จะต้องตรวจสอบไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องพัวพันกับยาเสพติดโดยเด็ดขาดหากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดรับทราบและมีข้อมูล ให้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉียบขาดทันที

                                                3.2.2 การป้องกันปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์

                                                                ปัญหาการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนกระทบกระเทือนจิตใจประชาชนที่ประกอบสัมมาชีพเป็นวงกว้างไม่จำกัดกลุ่ม นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดอาชญากรรมต่อเนื่องและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอีกหลายประการ โดยจะมุ่งเน้นให้แต่ละหน่วยวิเคราะห์ปัญหาอาชญากรรมด้านนี้ในแต่ละพื้นที่ และดำเนินกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสาเหตุของปัญหาอย่างครบวงจร เช่น การตรวจค้นอู่ซ่อมรถหรือร้านขายอะไหล่ที่รับซื้ออะไหล่หรือรถที่ถูกโจรกรรม การจัดทำระบบฐานข้อมูลวัยรุ่นหรือกลุ่มเสี่ยวที่อาจรวมตัวกันเป็นขบวนการหรือกลุ่ม (Gang) โดยการลักรถจักรยานยนต์ นำไปเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชญากรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น การวิ่งราวทรัพย์หรือการชิงทรัพย์ โดยให้สายตรวจหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นผู้จัดเก็บประวัติหรือถ่ายรูปกลุ่มเสี่ยงเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของตำรวจภูธรภาค 7 และสถานีตำรวจสามารถเรียกใช้ข้อมูลได้ ตามโครงการระบบฐานข้อมูลกลุ่มเสี่ยง (Gang Controler) เป็นต้น

                                                3.2.3 การป้องกันและปราบปรามอบายมุข

                                                                เร่งรัดวางมาตรการการควบคุมสืบสวนและปราบปรามอบายมุขทุกชนิดอย่างจริงจังต่อเนื่อง จะเป็นบ่อนการพนัน ตู้เกม การพนันสลากกินรวบ การพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล การแสดงที่ผอดต่อศีลธรรมหรือวัฒนธรรม สิ่งพิมพ์ลามกอนาจาร การค้าประเวณี การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สถานบริการผิดกฎหมาย เปิดเกินเวลา จัดให้มีการแสดงลามากอนาจาร หรือขัดต่อวัฒนธรรมของไทย ยินยอมให้เด็กและเยาวชนเข้าไปมั่วสุมยาเสพติด เป็นต้น จะต้องดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวดทันที หากมีความบกพร่องเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะได้รับการพิจารณาความบกพร่องตามนัยคำสั่ง ตร. ที่ 234/2548 ลง 29 มี.ค. 2548

                                                3.2.4 การป้องกันและปราบปรามมือปืนรับจ้างและผู้มีอิทธิพล

                                                                เร่งรัดปราบปรามมือปืนรับจ้าง และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อย่างในพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะรายที่กระทำการอย่างอุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมายให้จัดทำและพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เครือข่าย ตลอดจนแผนประทุษกรรมอย่างเป็นระบบและทันสมัย โดยประสานความร่วมมือทั้งด้านข้อมูลการข่าวและการปฏิบัติกับส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามมือปืนรับจ้างและผู้มีอิทธิพลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                4.ด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา

                                4.1 การสอบสวนคดีอาญา

                                                การสอบสวนคดีอาญาเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการยุติธรรมที่จะดำเนินการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จึงต้องปฏิบัติโดยคำนึงถึงหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาลและจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน เพื่อให้การสอบสวนมีความยุติธรรม รวดเร็ว และโปร่งใส โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกัน (Teamwork) ระหว่างพนักงานสอบสวนกับตำรวจฝ่ายต่างๆ  ด้วยระบบการคลี่คลายคดีแบบบูรณาการ โดยมีหัวหน้าสถานีเป็นหัวหน้าทีมในระดับสถานีตำรวจ ผู้บังคับการหรือรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดที่ได้รับมอบหมายเป็นหัวหน้าทีมในระดับตำรวจภูธรจังหวัด และ รองผู้บัญชาการที่รับผิดชอบงานสืบสวนสอบสวนเป็นหัวหน้าทีมในระดับตำรวจภูธรภาค 7 เข้าไปช่วยดูแล อำนวยการ แก้ไขปัญหา วางแผนสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดี

                                4.2 การนำหลักวิทยาการตำรวจและนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสืบสวนสอบสวน

                                                พนักงานสอบสวน และผู้บังคับบัญชาผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ต้องให้ความสำคัญในการนำหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นหลักฐานที่หนักแน่นและมีน้ำหนักที่ศาลรับฟังมาใช้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการสืบสวนสอบสวน รวมถึงใช้งานทางวิทยาการตำรวจต่างๆ เป็นเครื่องมือในการสืบสวนสอบสวน ซึ่งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในคดีส่วนมากมักจะได้มาจากร่องรอยที่ตรวจพบในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ ดังนั้น พนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความสำคัญกับการรักษาและการตรวจสถานที่เกิดเหตุให้ถูกต้องตามหลักวิชา

                                                ส่งเสริมให้มีการพัฒนาขีดความสามารถของข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่วิทยาการในสถานีตำรวจให้มีความพร้อมที่จะเก็บร่องรอยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในที่เกิดเหตุ สำหรับคดีอาญาทั่วไปที่ไม่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการเก็บร่องรอยพยานหลักฐานและจำเป็นจะต้องมีประจำไว้ที่สถานีตำรวจให้มีความพร้อมและเพียงพอต่อการปฏิบัติ

                5. ด้านการจราจร

                                มุ่งเน้นให้สถานีตำรวจแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในการติดขัดของการจราจร โดยต้องวิเคราะห์ปัญหาและมีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบทางวิทยุกระจายเสียงอย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์

                                เน้นการกวดขันวินัยจราจรอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะใน 7 ข้อหาสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่มีความสูญเสียที่รุนแรงทั้งต่อชีวิตร่างกาย และทรัพย์สิน ได้แก่ ข้อหาเมาสุราในขณะขับขี่ ไม่สวมหมวกนิรภัยใช้รถที่มีอุปกรณ์ไม่สมบูรณ์ ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและขับรถย้อนศร (3 ม. 2 ข. 1 ร. 1 ย.) โดยให้ดำเนินการควบคู่ไปกับการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ทางสื่อมวลชนต่างๆ ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความปลอดภัย รับทราบการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การควบคุมจำนวนการเกิดอุบัติเหตุซึ่งเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการประเมินผลการปฏิบัติราชการในด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนของแต่ละจังหวัดให้อยู่ในเกณฑ์ความสำเร็จ และมีการปรับปรุงภาพลักษณ์ของตำรวจจราจรให้มีภาพของ “สุภาพบุรุษจราจร” ซึ่งมีความเต็มใจในการให้บริการประชาชนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเหมาะสมโดยไม่ถูกมองว่าจับกุม เพื่อมุ่งเน้นเงินรางวัล

            6. ด้านการพัฒนาการบริหาร

                                6.1 การพัฒนาบุคลากรและการส่งเสริมให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

                                                ส่งเสริมละสนับสนุนให้มีการเพิ่มพูนและพัฒนาความรู้ ทักษะ ทั้งในด้านยุทธวิธีตำรวจ การสืบสวนสอบสวน การป้องกันปราบปรามการบังคับใช้กฎหมายที่ทันสมัย ฯลฯ ให้กับข้าราชการตำรวจในทุกระดับชั้นเพื่อนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการได้จริง และทันต่อเหตุการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นการให้ความรู้กับข้าราชการตำรวจระดับผู้ปฏิบัติชั้นต้นได้ทราบถึงอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และวิธีปฏิบัติในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายที่มีความถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย ตลอดจนสิทธิต่างๆ ของผู้ต้องหา เพื่อให้การปฏิบัติมีมาตรฐานสากลและป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

                                6.2 การพัฒนาสถานตำรวจ

                                                ตำรวจภูธรภาค 7 คงดำเนินการตามโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชนต่อไป แม้ว่าระยะเวลาการดำเนินโครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดแล้วเมื่อปี พ.ศ.2549 เนื่องจากโครงการดังกล่าวได้กำหนดกิจกรรมที่ครอบคลุมในทุกภารกิจและเนื้องานของสถานีตำรวจ ตลอดจนทีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม และมีวิธีการตรวจที่ชัดเจน สามารถประเมินผลได้อย่างมีมาตรฐานดีแล้ว นอกจากนั้นกิจกรรมต่างๆ ที่กำหนดขึ้นในโครงการฯ ล้วนแต่มีผลดีต่อการพัฒนางานสถานีตำรวจ และมีประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงจึงให้สถานีตำรวจทุกแห่งดำเนินโครงการฯ ให้ครบถ้วนทุกกิจกรรม และตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตรวจประเมินผลของผู้บังคับบัญชาระดับตำรวจภูธรภาค 7 ต่อไป

                                                สำหรับการกำหนดกรอบระยะเวลาการปฏิบัติและการปรับปรุงตัวชี้วัด ได้มอบให้รองผู้บัญชาการที่รับผิดชอบ เป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาดำเนินการให้เกิดความเหมาะสมต่อไป

                                6.3 ส่งเสริมศูนย์พิทักษ์เหยื่ออาชญากรรม

                                                ให้ศูนย์พิทักษ์เหยื่ออาชญากรรมในทุกระดับสามารถปฏิบัติตามบทบาทและขอบเขตภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมความมุ่งหมายของการตั้งศูนย์พิทักษ์เหยื่ออาชญากรรม ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้รับความคุ้มครองและเยียวยาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

            7. ด้านสวัสดิการ

                                มุ่งเน้นให้มีการจัดสรรสิทธิประโยชน์ สวัสดิการที่ถูกต้อง ตามกฎหมายให้แก่ข้าราชการตรวจ เช่น เงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก เงินค่าตอบแทนการสอบสวนคดีอาญา เงินรางวัลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร หรือการสนับสนุนช่วยเหลือสวัสดิการครอบครัว เช่น ทุนการศึกษาเล่าเรียนบุตร เป็นต้น ให้มีความเป็นธรรม โปร่งใสและรวดเร็ว

 

 

 

 

งาน 1 / งาน 2 / งาน 3 / งาน 4